รำพึงธรรมย้ำเตือนตน

…รำพึงธรรมย้ำเตือนตน…

…การที่จะวางจิตให้เป็นอุเบกขาได้นั้นมันต้องมาจากฐานแห่งอิทธิบาท ๔ ก่อนเป็นไปตามขั้นตอน คือ เมตตา กรุณามุทิตา แล้วจึงจะเป็นอุเบกขา ไม่เช่นนั้นแล้วมันจะเป็นการทอดทิ้งธุระ ไม่ใส่ใจเพราะเกิดจากจิตที่เป็นอคติ

…เพราะเราเข้าใจในวิสัยของสัตว์โลกที่มีกรรมเป็นของเฉพาะตน จงอย่าได้น้อยใจหรือเสียใจ จากการสงเคราะห์เขาเราทำหน้าที่ของเราให้สมบูรณ์ก็เพียงพอแล้วถือว่าเป็นการสร้างบารมี ผลจะออกมาอย่างไร มันเป็นเรื่องของวิบากกรรมของแต่ละคน

…เราจงรับเอาแต่ส่วนที่เป็นบุญไม่ไปร่วมในส่วนที่เป็นบาปกรรมของเขา สิ่งที่ได้ทำลงไปแล้วใจเป็นสุขทุกครั้งที่คิดถึง นั้นคือบุญแต่ถ้าทำไปแล้วใจเป็นทุกข์ แสดงว่าการกระทำนั้นยังไม่ถูกต้อง แม้เรื่องนั้นจะเป็นเรื่องที่ดีงามก็ตาม

…ที่ใจของเราเศร้าหมอง ก็เพราะว่าเรานั้นทำไปโดยหวังผล ทำเพื่อตอบสนองความต้องการของเราเอง จิตของเรานั้นยังไม่บริสุทธิ์เพียงพอ ใจมันเลยเศร้าหมองแต่ถ้าเราบริสุทธิ์ใจไม่หวังผลตอบแทนในการกระทำ ใจของเราก็จะเกิดปีติ…

…หลบหลีก หมู่คณะ
เพื่อลดละ ปลิโพธ
เพียรเพ่ง ให้เห็นโทษ
การคลุกคลี กับหมู่คน

…ทางธรรม ต้องละวาง
ให้ออกห่าง อกุศล
ตัณหา และตัวตน
กิเลสล้วน อันตราย

…เจริญ เมตตาจิต
เพื่อผูกมิตร ไม่มุ่งร้าย
ความโกรธ ต้องจางคลาย
ให้อภัย ไม่เกลียดกัน

…มองโลก แล้วมองธรรม
กฎแห่งกรรม เป็นเช่นนั้น
อย่าให้ ความสำคัญ
กับทางโลก จนลืมธรรม

…บทเรียน ของชีวิต
ย้ำเตือนจิต ให้จดจำ
ไม่ให้ หลงถลำ
หวนคืนกลับ สู่ทางเดิม

…ทบทวน ปฏิบัติ
ในข้อวัตร เพื่อสร้างเสริม
กุศล ต้องต่อเติม
เจริญจิต ภาวนา

…อยู่กรรม ปฏิบัติ
ตามข้อวัตร เพียรรักษา
เจริญ จิตเมตตา
ชำระศีล ให้งดงาม

…ละวาง ซึ่งทางโลก
ลืมทุกข์โศก ก้าวพ้นข้าม
ทางธรรม ต้องทำตาม
สมณะ พึงกระทำ…

…ปรารถนาดีด้วยไมตรีจิต…
…รวี สัจจะ-สมณะไร้นาม…
…๑๓ มิถุนายน ๒๕๖๕…

ใส่ความเห็น

อีเมลของคุณจะไม่แสดงให้คนอื่นเห็น ช่องข้อมูลจำเป็นถูกทำเครื่องหมาย *